วิธีแก้อาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟ

วิธีแก้อาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟ

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนที่ต้องทำงานเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์ที่รับงานนอกทำอยู่เป็นประจำ เชื่อว่าต้องเจอปัญหาภาวะหมดไฟ หรือภาวะ Burnout ซึ่งนับเป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง แต่เราสามารถจัดการปัญหานี้ได้ เพียงแค่เราต้องเข้าใจว่าโรคนี้เป็นอย่างไร แล้ววิธีแก้ไขต้องทำอย่างไร วันนี้เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว 

ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟ หรือ Burnout กันก่อน 

ภาวะหมดไฟ (ฺBurnout) คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจที่มีผลมาจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน และไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาวะหมดไฟ สามารถแบ่งลักษณะออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

  1. เหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกหมดพลัง สูญเสียพลังจิตใจ 
  2. มีทัศนคติเชิงลบต่อความสามารถในการทำงานของตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จ 
  3. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความสัมพันธ์ในที่ทำงานเหินห่างหรือเป็นไปทางลบกับผู้ร่วมงานและลูกค้า 

โดยหลักๆ แล้วสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยเราสามารถสังเกตจากอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย อารมณ์​แปรปรวน ส่วนทางความคิดจะมองคนอื่นในแง่ลบแง่ร้าย โทษคนอื่นเสมอ ระแวง หนีปัญหา ไม่จัดการปัญหา ด้านพฤติกรรม ขาดความกระตือรือร้น ไม่อยากตื่นไปทำงาน บริหารจัดการเวลาไม่ได้ ไม่มีสมธิในการทำงาน ไม่มีความสุขในการทำงาน  

วิธีจัดการกับภาวะหมดไฟ หรือ Burnout

การแก้ไขปัญหาภาวะหมดไฟขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล แต่มีบางวิธีทั่วไปที่สามารถช่วยลดอาการหรือป้องกันการเกิดภาวะหมดไฟได้ดังนี้

  1. รักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจให้ดีโดยการออกกำลังกายและฝึกสมาธิ
  2. รับประทานอาหารที่เหมาะสมและมีสารอาหารที่สำคัญต่อสมอง เช่น โอเมก้า 3, ปลาที่มีไขมันไม่อิ่มตัว, ผักและผลไม้สด
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติดอื่น ๆ
  4. ควบคุมความเครียดและปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสม
  5. ปฏิบัติการทำให้สมองมีความยืดหยุ่นและฝึกใช้สมองให้ถี่ถ้วน เช่น การเล่นเกมที่ต้องใช้สมอง, การอ่านหนังสือหรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  6. รับประทานวิตามินและอาหารเสริมสมองที่มีประสิทธิภาพ เช่น วิตามินบี 12, วิตามินอี, และกรดไขมันโอเมก้า 3
  7. ปรับแต่งการใช้ยาที่อาจเป็นตัวช่วยในการรักษาภาวะหมดไฟ

หากมีอาการของภาวะหมดไฟที่เรื้อรัง ใช้วิธีการที่แนะนำไปแล้วยังไม่ช่วยให้หาย แนะนำให้รีบไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณหมดปัญหาเรื่องภาวะหมดไฟ เพื่อให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และสุขภาพจิตใจก็แข็งแรง