เชื่อได้เลยว่ามนุษย์เงินเดือนหลาย ๆ คน จะต้องเคยเจอกับภาวะหมดไฟในการทำงานกันมาก่อนอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเราทำงานไปนาน ๆ จะเริ่มรู้สึกว่างานเหมือนเดิม หรือต้องทำอะไรซ้ำ ๆ กันทุกวัน ก็ส่งผลให้เราเบื่อได้นั่นเอง ทั้งนี้อาการหมดไฟในการทำงาน จะไม่ใช่อาการที่ผิดอะไร และทุกคนสามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากใครที่ยังไม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ มาดูกันเลยว่าอาการหมดไฟในการทำงาน จะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไรบ้าง หาสาเหตุของอาการหมดไฟเสียก่อน อย่างแรกเราจะต้องหาสาเหตุของอาการหมดไฟในการทำงานเสียก่อน เพราะจะต้องมีสาเหตุที่เกิดขึ้นกับเรา จนทำให้เรารู้สึกไม่อยากทำงานอีกต่อไป อย่างเช่น เบื่อการทำงานในลักษณะเดิม ๆ เบื่อบรรยากาศในออฟฟิศ หรือเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวของเราเอง ซึ่งการหาสาเหตุนั้นเราควรมองรอบ ๆ ด้าน และมองทั้งในแง่บวกและแง่ลบ โดยไม่ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง และคิดว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราแย่เสมอไปจนลืมหันกลับมามองตัวเอง เพราะในบางครั้งการเบื่องานของเราจะเกิดขึ้นจากตัวเองนั่นเอง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราจะต้องหาสาเหตุและตอบตัวเองให้ได้ว่า อาการเบื่องานของเราเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ แก้ไขอาการเบื่องาน ทำอย่างไรดีที่สุด อาการเบื่องานจะเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าเราจะทำงานมานานแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้อาการเบื่องานยังสามารถแก้ไขได้ ด้วยการทำสิ่งเหล่านี้ อาการหมดไฟในการทำงาน จะถือเป็นอาการที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากใครเกิดอาการหมดไฟในการทำงาน สามารถทดลองแก้ไขก่อนได้ แต่ถ้าหากความรู้สึกยังไม่หมดไป ก็สามารถมองหางานใหม่ ๆ เพื่อก้าวออกมาจากกรอบเดิม ๆ ได้นั่นเอง
การทำงานบางครั้งเราอาจจะยังไม่รู้ตัวเลยว่า ที่เรากำลังทำอยู่เป็นงานที่ใช่ หรืองานที่จำเป็นต้องทำ และแน่นอนว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลือทั้งชีวิตที่จะมานั่งตอบคำถามนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะได้ทำงานที่ตัวเองใฝ่ฝันมานาน แต่เมื่อได้ลองทำแล้วก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราถอดใจออกไป จากงานประจำที่เคยทำเพื่อหารายได้ กลายเป็นงานอดิเรกเท่านั้น และเมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกเบื่อกับงานเดิม ๆ แต่ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ มาดูกันเลยว่าจะทำอย่างไรให้เรากลับมาหลงรักงานเดิมได้อีกครั้ง แก้ไขวิธีการทำงานของตัวเองดูก่อน หากเราถึงจุดที่เบื่อกับการทำงานรูปแบบเดิม ๆ เพราะต้องทำงานในรูปแบบเดิมทุก ๆ วัน เราควรปรับเปลี่ยนการทำงานรูปแบบใหม่ หรือพยายามทำงานให้เสร็จเร็วมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง อย่างเช่น หากเราชอบทำงานในด้านทำรูปกราฟิก แต่มีงานอื่น ๆ ที่ต้องทำ เช่นการตัดต่อวิดีโอ ซึ่งเป็นงานที่เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก เราอาจจะใช้เวลาในช่วงเช้าเพื่อตัดต่อวิดีโอ และใช้เวลาในช่วงที่เหลือทำภาพกราฟิกที่เราชื่นชอบ เป็นต้น ลองให้รางวัลกับตัวเองบ้าง โดยปกติแล้วคนเรามักจะละเลยความรู้สึกตัวเอง เมื่อทำงานสำเร็จจะไม่ค่อยให้รางวัลกับตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่ความจริงแล้วเพียงแค่เราทำงานสำเร็จ เราก็สามารถให้รางวัลตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ อย่างเช่น การรับประทานอาหารที่เราชื่นชอบ หรือการดูหนังเรื่องโปรด เป็นต้น เพราะในส่วนนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยจุดประกายหรือดึงให้เรากลับมาชอบงานที่เราทำอีกครั้ง เคล็ดลับทำอย่างไรให้ชอบงานที่ตัวเองทำได้อีกครั้ง แม้ว่างานที่เราทำเป็นประจำทุกวันจะน่าเบื่อมาก ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะการที่เราทำงานเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลานาน […]
ในอดีต “การทำงาน” และ “การพักร้อน” เป็นกิจกรรมที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถที่จะนำมารวมกันได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ด้วยความยืดหยุ่นที่เกิดจากการทำงานจากระยะไกล แนวคิดใหม่จึงเกิดขึ้น ทำให้เราสามารถรวม 2 คำดังกล่าว ทำให้เกิดแนวทางในการทำงานรูปแบบใหม่ นั่นก็คือ การทำงานไป พักร้อนไป หรือที่เรียกว่า “Workation” ซึ่งในบทความนี้เราก็ จะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักความหมายของคำ ๆ นี้ และระยะเวลาของการเดินทางในการพักผ่อนไป ทำงานไปกัน “Workation” คือการทำงานรูปแบบไหน “Workation” คือรูปแบบการทำงานที่รวมงานและวันหยุดเอาไว้ด้วยกัน พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งนี้คือการทำงานในขณะที่คุณเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไปด้วย 3 รูปแบบระยะการทำงานของ “Workation” วันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้ทำความรู้จักกับ 3 รูปแบบระยะการทำงานในแบบ “Workation” กัน 1. การทำงานระยะสั้น การทำงาน “Workation” แบบระยะสั้นก็เหมือนการหยุดสุดสัปดาห์ที่คุณต้องทำงานไปด้วย การทำงานระยะสั้นมักใช้เวลา2 – 3 วัน ในการออกไปท่องเที่ยวและทำงานไปด้วย ส่วนวันที่เหลือก็เป็นการทำงานจากที่บ้าน เช่น…คุณเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งไม่ไกลจากจังหวัดที่คุณอยู่ วางแผนทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วยภายในระยะเวลา […]
การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งสิ่งที่เหล่ามนุษย์ทำงานต้องมี เพราะทุกการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายเราจำเป็นต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้ดีนั้น เป็นเรื่องยากแต่ก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีเทคนิคการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาฝาก 4 เทคนิคทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต้องทำอย่างไร? 1. ตั้งเป้าหมายและวางแผนก่อนลงมือทำ การตั้งเป้าหมายถือเป็นหัวใจของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว จะช่วยให้งานมุ่งไปข้างหน้าได้ ซึ่งการวางแผนก่อนลงมือทำ ถือเป็นเรื่องที่ดี เราต้องรู้ว่าเราทำงานอะไรบ้าง ยิ่งวางแผนการทำงานได้ดี ได้ครบถ้วนเท่าไหร่ก็ยิ่งแก้ปัญหาได้ และเราสามารถแบ่งงานส่วนนี้ให้คนือ่นทำได้เช่นกัน อีกทั้งการจัดลำดับความสำคัญของงานถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก 2. มีสมาธิกับงาน การมีสมาธิกับงานเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพและความสำเร็จในการทำงาน มีสมาธิแปรปรวนและไม่มีสมาธิอาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและการพลาดโอกาสในการปฏิบัติงานได้ ดังนั้น การสร้างสมาธิในการทำงานอาจช่วยให้เราเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่า นี่คือบางแนวทางที่สามารถช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานได้ดี 3. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ถือเป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะละเลยไป แต่การดูแลสุขภาพร่างกายถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากร่างกายของเราไม่แข็งแรง นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพได้ ดังนั้ันการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ พักผ่อนอย่างเพียงพอ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ 4. ดูแลสุขภาพจิตให้ดี นอกจากสุขภาพร่างกายที่เราต้องหมั่นดูแลอยู่เป็นประจำสุขภาพจิตยิ่งเป็นสิ่งที่หลายคนละเลยยิ่งกว่า เพราะเป็นสุขภาพที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หากสุขภาพจิตเสียจะนำมาสู่ความเครียด วิตกกังวล ต่อการทำงานอย่างมาก เพรนาะฉะนั้นการที่เรามีสุขภาพจิตที่ดี มีความสุข ก็ช่วยให้สมองของเราทำงานออกมาได้อย่างเต็มที่
บอกตามตรงว่าเราไม่สามารถเลือกเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกับเราได้ เพราะเพื่อนร่วมงานไม่ได้มีแค่เพื่อนที่ดี เพื่อนที่ทำงานร่วมกับเรา แต่รู้ไหมเพื่อนร่วมงานที่แย่เองก็มีเช่นกัน โดยเพื่อนร่วมงานที่แย่ และเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่อยากเจอ เป็นเพื่อนร่วมงานที่อาจทำให้สุขภาพจิตแย่ ซึ่งวันนี้เราเลยมีวิธีรับมือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ควรเจอ กับวิธีรับมือมาฝาก 1. เพื่อนร่วมงานขี้เม้าท์ เคล้าคำนินทา บุคคลประเภทนี้เป็นคนที่สำคัญอย่างแน่นอนในที่ทำงาน เพราะทุกสถานที่ทำงานจำเป็นต้องมีคนประเภทนี้อยู่ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังถือว่าเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนรวมกลุ่มกันมากๆ จะเกิดการจับกลุ่มและคุยเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวกันอย่างไม่ขาดสาย บางคนอาจชอบพูดคุยและเล่าเรื่องตลกอย่างต่อเนื่อง และสนุกกับการสร้างความสนุกสนานในกลุ่ม สามารถรับมือกับคนแบบนี้ได้ แต่หากพบกับคนที่มีพฤติกรรมการนินทาและคิดร้ายต่อเรา และพูดต่อให้เราเสียหายและทำให้เกิดผลกระทบต่อเราอย่างมากมาย สถานการณ์แบบนี้จะไม่ดีเลย ถ้าคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ คุณควรคิดให้รอบคอบก่อนว่าไม่ใช่คุณคนเดียวในโลกที่ถูกนินทา ทุกคนก็มีโอกาสเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนอื่น โดยปรกติสัญชาตญาณของมนุษย์มักมีแนวโน้มที่ชอบการรอดชีวิต ดังนั้นคุณควรรักษาการพูดและพฤติกรรมของตัวเองให้ดีเสมอ 2. เพื่อนร่วมงานที่ชอบแทงข้างหลัง บุคคลประเภทนี้มีความอันตรายมากกว่าคนขี้เม้าท์อีกเสียอย่างแน่นอน อย่างที่กล่าวมาว่าคนขี้นินทาบางครั้งอาจพูดดีแต่ไม่มีความตั้งใจร้ายหรือแผนร้ายใดๆ แต่คนบางครั้งจะแสดงให้เห็นด้านดี แต่ซ่อนความเลวร้ายซึ่งทำให้เราถูกดูถูกหลอกลวงจนเกิดความเสียหายกับชื่อเสียง เครดิต หรือการดำเนินงานในหน้าที่ 3. เพื่อนร่วมงานที่ชอบเกี่ยงและโยนงาน บางบุคคลในสถานที่ทำงานมักมีความต้องการความสะดวกสบายและต้องการรับเงินเดือนเต็มโดยไม่ต้องทำงานหนัก ในกรณีที่มีโครงการที่ต้องทำงานเป็นทีมหรือช่วยกัน พวกเขามักจะหลบหนีงานอยู่เสมอหรือบางครั้งอาจได้รับมอบหมายงานใดงานหนึ่งแต่กลับโยนงานให้คนอื่นมาทำแทนอย่างนั้น ประเภทคนเหล่านี้มักจะใช้ช่องว่างของเวลามาพูดดีและสร้างความประทับใจให้กับเราเพื่อให้เราเป็นผู้ที่ต้องทำงานแทน หรือบางครั้งเขาอาจเห็นคุณค่าในความเป็นคนที่ช่วยเหลือ มีน้ำใจ และอาจใช้ช่องว่างนี้มาใช้ประโยชน์และเอาเปรียบเราได้ 4. เพื่อนร่วมงานเจ้าอารมณ์ บุคคลที่เลียนแบบนางร้ายไม่ได้มีอยู่เฉพาะในละครเท่านั้น ในชีวิตจริงเราก็สามารถพบเห็นคนที่มีพฤติกรรมอิจฉาและคนที่เป็นเจ้าแม่เหวี่ยงวีนอยู่ในสถานที่ทำงานเช่นกัน ประเภทคนเหล่านี้มักจะใช้อารมณ์ในการปฏิบัติงาน หากพบเห็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมตามต้องการ พวกเขามักใช้อารมณ์และตอบสนองด้วยเหตุผล โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พวกเขามักขอให้ได้รับการยอมรับและเล่นเกมใหญ่ไว้ก่อนที่จะพิจารณาเหตุการณ์ต่อไป
การสัมภาษณ์งานถือเป็นด่านแรกในการเข้าร่วมที่ทำงานที่เราอยากจะไปทำ ถึงแม้การสัมภาษณ์งานจะเป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่นาน ไม่กี่ชั่วโมง แต่สำหรับใครบางคนแล้วการสัมภาษณ์งานถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก ยิ่งถ้าคุณเป็นขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่ค่อยมีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ค่อยถูก หรือมีความกังวลและตื่นเต้นเวลาสัมภาษณ์งานทุก เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีวิธีการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งานมาฝาก 3 วิธีเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน 1. เตรียมตัวก่อนวันสัมภาษณ์ ขั้นแรกที่ต้องทำคือการเตรียมตัวและวางแผนให้พร้อมก่อนวันสัมภาษณ์งาน แม้ว่าเรซูเม่ของเราอาจโดดเด่นมากกว่าผู้อื่นแต่ถ้าในวันสัมภาษณ์เราทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เสียคะแนน ดังนั้นเมื่อเราได้วางแผนแล้ว ถือเป็นการมีชัยกว่าครึ่ง เพราะเมื่อถึงเวลาตอบคำถาม เราจะรู้สึกมั่นใจและไม่ติดขัด เมื่อต้องตอบคำถามต่างๆ อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ยังสื่อถึงว่าเราทำการเตรียมความรู้ให้ดีเมื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ว่าจ้างและตำแหน่งงาน อาจได้คะแนนเพิ่มขึ้นในด้านนี้ด้วย 2. ซ้อมตอบคำถาม คนที่ไม่ชำนาญในการพูดมักจะรู้สึกตื่นเต้นหรือลิ้นบางครั้งเมื่อต้องตอบคำถามที่ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าการฝึกตอบคำถามด้วยการมองตัวเองในกระจกเป็นอันดับแรก และต่อมาลองขอความช่วยเหลือจากพี่น้องหรือเพื่อนๆ เพื่อฝึกคู่ซ้อมร่วมกัน และเล่นบทบาทสมมติให้เหมือนกับการสัมภาษณ์งานจริงๆ หรือถ้าหาคู่ซ้อมไม่ได้จริงๆ ในยุคดิจิทัลอย่างปัจจุบันนี้ เราสามารถลองบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์เพื่อใช้ในการแก้ไขและวิเคราะห์ตนเองได้ วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถเล่นคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ย้อนหลังเพื่อตรวจสอบได้อีกด้วย เพื่อวิเคราะห์ว่ายังรู้สึกตื่นเต้นหรือมีจุดที่ต้องปรับปรุง 3. ไม่กดดัน หากเราพยายามควบคุมสติและมีการพูดที่มีข้อขัดแย้งหรือละเลยบางส่วน อย่าตกใจมากเกินไป เพราะผู้สัมภาษณ์ยังสามารถเข้าใจเราได้บ้างอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราควรเริ่มควบคุมสติอย่างเร่งด่วน และอย่ากดดันตัวเอง หลังจากนั้นให้พยายามคิดว่าเรากำลังนั่งเล่าเรื่องในชีวิตให้เพื่อนฟัง ให้มีความเหมือนกับการสนทนา มากกว่าการสัมภาษณ์งาน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเล่าเรื่องครั้งนี้ เราควรเตรียมเรื่องที่คิดและวางแผนมาอย่างละเอียดก่อนที่จะพูดออกไป เพราะอาจส่งผลลัพธ์ที่ไม่ดีได้ หากเราพูดโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะจบด้วยความคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องทำให้การสนทนาครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์แบบ 100% แต่คือการใช้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่
สำหรับมนูาย์เงินเดือน มนุษย์ฟรีแลนซ์ หรือมนุษย์รักการทำงาน การทำงานเป็นจำนวนเยอะๆ ถือเป็นเรื่องปกติของวัยทำงาน แต่การทำงานเยอะ ในจำนวนที่เยอะมากๆ อาจทำให้เราตกหล่นงานบางชิ้นไปได้ และอาจนำมาสู่การทำงานผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีเทคนิคมาแชร์กับการทำ Checklist หรือ To do list ที่จะช่วยให้คุณจัดแผนการทำงาน และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมาฝาก 5 เทคนิคทำ Checklist หรือ To do list ให้มีประสิทธิภาพ 1. จัดอันดับความสำคัญงาน เมื่อทราบจำนวนงานที่ต้องทำอยู่แล้ว เราควรจัดกลุ่มงานที่สำคัญและต้องทำเป็นอันดับแรก อย่างแรกคือต้องจัดอันดับ 5 งานที่สำคัญที่ต้องดำเนินการก่อน ถึงแม้ว่าจะมีงานอื่นๆ ที่ต้องทำมากกว่า 5 อย่าง แต่เราควรให้ความสำคัญกับงานที่มีความเร่งด่วนหรือตามกำหนด เพื่อให้สามารถเรียบเรียงลำดับและดำเนินการกับงานเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนด การจัดลำดับ 5 งานสำคัญนี้จะช่วยให้เราไม่สับสนและรู้ว่างานใดควรทำก่อนหรือท้ายสุด 2. สูตร 1-3-5 วิธีนี้เป็นการกำหนดลำดับสิ่งที่สำคัญที่สุดให้เป็นอันดับแรก ส่วนตัวเลข 3 หมายถึงงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาอีก 3 อย่าง และเลข 5 หมายถึงรายการงานอื่นๆ อีก 5 […]
ปัญหาที่วัยทำงานจะต้องพบเจอเสมอนั่นก็คือเรื่องต่างๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของเพื่อนร่วมงานที่บางครั้งต้องทำให้เราจำใจลาออกกันเลยทีเดียว วันนี้เพื่อหลีกเลี่ยงแหตุการณ์ที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเรามาดู 5 ประเภทเพื่อนร่วมงานที่ควรหลีกเลี่ยงกันเลยดีกว่า 1. เพื่อนร่วมงานประเภทที่ขี้เม้าท์ ขี้นินทา เป็นประเภทเพื่อนร่วมงานที่จะได้เจอบ่อยมากที่สุด และมีในทุกที่จริงๆ ซึ่งมันก็คงจะเป็นเรื่องธรรรมชาติ ที่เมื่อมีคนมารวมกลุ่มกันเยอะๆ คงหนีไม่พ้นที่จะเกิดการจับกลุ่มเม้าท์ จับกลุ่มนินทาคนนู้นคนนี้กันสนุกปาก นินทากันได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ถ้าหากว่าคุณไม่อยากจะมีปัญหาอะไรมากก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อนประเภทนี้ก็จะดีมากกว่า 2. แบ่งพรรคแบ่งพวก เมื่อมีคนขี้เม้า ขี้นินทาแล้วรับรองเลยว่าจะต้องมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างแน่นอน หากปล่อยไว้ต้องมีการเมืองในองค์กรตามมาแน่นอน หากเจอคนแบบนี้ พยายามจับแยกให้อยู่กลุ่มใครกลุ่มมัน ซึ่งส่วนใหญ่ตัวเขาจะมีกลุ่มของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนเราก็ให้วางตัวเป็นกลาง สามารถเข้าไปพูดคุยได้กับทุกกลุ่ม แต่ไม่ใช่นกสองหัวนะ เพราะเรื่องที่คุยควรจะเป็นแค่เรื่องงานเท่านั้น 3. ตำหนิอย่างเดียว มันจะต้องมีแน่นอนคนประเภทที่ตำหนิคนอื่นอย่างเดียว โทษทุกอย่าง แต่ไม่โทษตัวเอง คนกลุ่มนี้มักมองทุกอย่างในแง่ลบ ตำหนิไม่ว่าใครจะทำอะไร คนพวกนี้มักมองหาวิธีที่จะให้ร้ายแก่คุณ ไม่ได้ชี้จุดบกพร่องที่เป็นประโยชน์ แล้วที่สำคัญที่สุดพวกเขามักมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง ยืนกรานในสิ่งที่ตัวเองพูดว่าถูกต้องที่สุด ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงคนกลุ่มนี้จะดีกว่า 4. ชอบแทงข้างหลัง คนขี้นินทาบางครั้งอาจจะทำไปแค่สนุกปาก แต่ไม่ได้หวังร้ายอะไรเท่าไร แต่คนบางประเภทมักจะต่อหน้าดี แต่ลับหลังก็คือแทงข้างหลังจนเราเลือดซิบๆ กลายเป็นเราต้องเสียชื่อเสียง เสียเครดิต หรือส่งผลต่อหน้าที่การงานของเราได้ 5. หลอกใช้ แย่งผลงาน คนประเภทนี้มาในรูปแบบคนปากหวาน คอยถามเราเกี่ยวกับเรื่องงานอยู่เรื่อย […]
การทำงานเป็นทีม คือ การทำงานที่มากกว่า 1 คนขึ้นไป โดยจำนวนคนในทีมขึ้นอยู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่คนในการทำงานเพื่อให้ลุล่วงไปได้ดี ภายใต้เงื่อนไขของกรอบการทำงาน อีกทั้งการวางแผนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็ช่วยให้การทำงานสำเร็จได้ โดยวิธีการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ 5 วิธีทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ 1. ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นของคนในทีม หนึ่งในเรื่องที่ทำให้คนในทีมรู้สึกมีค่าและเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมคือการให้สมาชิกในทีมและหัวหน้ารับฟังและเข้าใจไอเดียที่ถูกนำเสนอ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพความคิดของทุกคนและการไม่มีการเป็นเท่าเทียมกัน อีกทั้งอาจมีการเพิ่มความสนุกสนานในการทำงานเป็นทีมด้วยการมอบรางวัลให้แก่ทีมที่มีผลงานที่ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนในทีมสนุกกับการทำงานเป็นทีมอย่างมากขึ้นได้ 2. เข้าใจถึงบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละคน เพื่อให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จได้, ทุกคนในทีมควรรู้ในบทบาทของตนเองเสมอ รวมทั้งเคารพบทบาทของเพื่อนร่วมทีมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพียงแค่เคลื่อนที่เพียงลำพัง แต่ยังสามารถให้คำแนะนำด้วยความหวังดีและจริงใจต่อกันเพื่อให้การทำงานเป็นทีมเป็นไปด้วยความราบรื่น 3. ตั้งเป้าหมายและตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน การมีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานเป็นทีมอย่างมากขึ้น โดยการเดินตามกรอบและไม่ออกนอกเส้นทาง ทุกคนจะรู้ว่าจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดเพื่อไม่หลงทางและไม่เสียแผนการทำงาน ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการทำงาน ซึ่งจะต้องทำการวางแผนการทำงานออกมาอย่างรัดกุม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 4. ตัดสินใจร่วมกัน เริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมแสดงความเห็นและร่วมตัดสินใจร่วมกัน แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความฉับไวในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจควรอธิบายเหตุผลที่เลือกตัดสินใจนั้นให้ทีมเข้าใจ นอกจากนี้ควรยอมรับและฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากสมาชิกในทีมเพื่อแสดงความเคารพต่อการทำงานเป็นทีม 5. เปิดกว้างรับฟังฟีดแบกอยู่เสมอ วิธีการทำงานเป็นทีมที่ยั่งยืนและดีคือการให้ความสำคัญและเท่าเทียมกันกับการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนในทีม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับงานที่เรารับผิดชอบ ให้เรานำคำแนะนำเหล่านั้นไปวิเคราะห์ แก้ไข และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ออฟฟิศ การทำงานที่หนักหน่วง เจอผู้คนเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลักษณะที่ทำให้คุณมีความเครียด วิตกกังวลในการทำงาน จนทำให้สุขภาพจิตใจของคุณเสื่อมเสีย และอาจส่งผลต่อการทำงานและสุขภาพร่างกายของคุณ วันนี้เราเลยมีวิธีคลายเครียดหลังเลิกงานที่มนุษย์ออฟฟิศห้ามพลาด 5 วิธีคลายเครียดหลังเลิกงาน 1. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยให้เราสามารถหยุดคิดเรื่องงานที่สะสมอยู่ในใจได้ดีขึ้นในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เราควรเลือกประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราเอง เช่นการสลับระหว่างการวิ่งและการเดินเบาๆ การทำโยคะ หรือการเต้นแอโรบิค 2. ดื่มชาร้อนก่อนนอน การดื่มชาอุ่นก่อนที่จะเข้านอนเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการนอนหลับที่ดี ในการเลือกชาเราควรเลือกชาที่ไม่มีการเติมคาเฟอีน เช่น ชาคาโมมาย ชาอู่หลง หรือชาเปปเปอร์มินต์ ชนิดของชาเหล่านี้ช่วยผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานตลอดวัน และยังส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย 3. ดูการ์ตูน การชมการ์ตูนเป็นการที่เราสามารถนึกถึงความรู้สึกในวัยเด็กเมื่อต้องตื่นเช้ามาดูการ์ตูนก่อนไปโรงเรียน มันทำให้เรามีความสุขและสนุกอย่างมาก หลังจากที่เลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน ลองหาการ์ตูนที่เพื่อนๆชื่นชอบและเปิดดูเพื่อให้ได้ความบันเทิงและความสนุกสนาน มันช่วยในการบรรเทาความเหนื่อยล้าและความเครียดหลังจากการทำงานของเพื่อนๆ 4. นวดผ่อนคลาย การนวดเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังหลังจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน และยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดอาการเครียดได้ เมื่อเราสิ้นสุดการทำงาน การนวดช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น ดังนั้นการนวดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดที่สะสมจากการทำงานได้อีกด้วย 5. อ่านหนังสือ การอ่านหนังสือเป็นวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายและระบายความเครียดหลังจากการทำงาน โดยอ่านหนังสือที่เป็นเล่มโปรดในสถานที่ที่เงียบสงบหลังจากเลิกงาน เมื่ออ่านหนังสือเราจะได้รับการพักผ่อนสมองและลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอ่านหนังสือยังช่วยเพิ่มความสมาธิให้กับเรา ทำให้จิตใจสงบและเพิ่มเวลาที่เราสามารถอยู่กับตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย