วิธีทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำอย่างไร

การทำงานเป็นทีม คือ การทำงานที่มากกว่า 1 คนขึ้นไป โดยจำนวนคนในทีมขึ้นอยู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่คนในการทำงานเพื่อให้ลุล่วงไปได้ดี ภายใต้เงื่อนไขของกรอบการทำงาน อีกทั้งการวางแผนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็ช่วยให้การทำงานสำเร็จได้ โดยวิธีการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ  5 วิธีทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ  1. ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นของคนในทีม หนึ่งในเรื่องที่ทำให้คนในทีมรู้สึกมีค่าและเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมคือการให้สมาชิกในทีมและหัวหน้ารับฟังและเข้าใจไอเดียที่ถูกนำเสนอ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพความคิดของทุกคนและการไม่มีการเป็นเท่าเทียมกัน อีกทั้งอาจมีการเพิ่มความสนุกสนานในการทำงานเป็นทีมด้วยการมอบรางวัลให้แก่ทีมที่มีผลงานที่ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนในทีมสนุกกับการทำงานเป็นทีมอย่างมากขึ้นได้ 2. เข้าใจถึงบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละคน เพื่อให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จได้, ทุกคนในทีมควรรู้ในบทบาทของตนเองเสมอ รวมทั้งเคารพบทบาทของเพื่อนร่วมทีมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพียงแค่เคลื่อนที่เพียงลำพัง แต่ยังสามารถให้คำแนะนำด้วยความหวังดีและจริงใจต่อกันเพื่อให้การทำงานเป็นทีมเป็นไปด้วยความราบรื่น 3. ตั้งเป้าหมายและตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน การมีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานเป็นทีมอย่างมากขึ้น โดยการเดินตามกรอบและไม่ออกนอกเส้นทาง ทุกคนจะรู้ว่าจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดเพื่อไม่หลงทางและไม่เสียแผนการทำงาน ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการทำงาน ซึ่งจะต้องทำการวางแผนการทำงานออกมาอย่างรัดกุม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  4. ตัดสินใจร่วมกัน เริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมแสดงความเห็นและร่วมตัดสินใจร่วมกัน แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความฉับไวในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจควรอธิบายเหตุผลที่เลือกตัดสินใจนั้นให้ทีมเข้าใจ นอกจากนี้ควรยอมรับและฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากสมาชิกในทีมเพื่อแสดงความเคารพต่อการทำงานเป็นทีม 5. เปิดกว้างรับฟังฟีดแบกอยู่เสมอ วิธีการทำงานเป็นทีมที่ยั่งยืนและดีคือการให้ความสำคัญและเท่าเทียมกันกับการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนในทีม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับงานที่เรารับผิดชอบ ให้เรานำคำแนะนำเหล่านั้นไปวิเคราะห์ แก้ไข และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

วิธีคลายเครียดหลังเลิกงาน

วิธีคลายเครียดฉบับมนุษย์ออฟฟิศห้ามพลาด

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ออฟฟิศ​ การทำงานที่หนักหน่วง เจอผู้คนเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลักษณะที่ทำให้คุณมีความเครียด วิตกกังวลในการทำงาน จนทำให้สุขภาพจิตใจของคุณเสื่อมเสีย และอาจส่งผลต่อการทำงานและสุขภาพร่างกายของคุณ วันนี้เราเลยมีวิธีคลายเครียดหลังเลิกงานที่มนุษย์ออฟฟิศห้ามพลาด  5 วิธีคลายเครียดหลังเลิกงาน 1. การออกกำลังกาย  การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยให้เราสามารถหยุดคิดเรื่องงานที่สะสมอยู่ในใจได้ดีขึ้นในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เราควรเลือกประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราเอง เช่นการสลับระหว่างการวิ่งและการเดินเบาๆ การทำโยคะ หรือการเต้นแอโรบิค 2. ดื่มชาร้อนก่อนนอน  การดื่มชาอุ่นก่อนที่จะเข้านอนเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการนอนหลับที่ดี ในการเลือกชาเราควรเลือกชาที่ไม่มีการเติมคาเฟอีน เช่น ชาคาโมมาย ชาอู่หลง หรือชาเปปเปอร์มินต์ ชนิดของชาเหล่านี้ช่วยผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานตลอดวัน และยังส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย 3. ดูการ์ตูน การชมการ์ตูนเป็นการที่เราสามารถนึกถึงความรู้สึกในวัยเด็กเมื่อต้องตื่นเช้ามาดูการ์ตูนก่อนไปโรงเรียน มันทำให้เรามีความสุขและสนุกอย่างมาก หลังจากที่เลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน ลองหาการ์ตูนที่เพื่อนๆชื่นชอบและเปิดดูเพื่อให้ได้ความบันเทิงและความสนุกสนาน มันช่วยในการบรรเทาความเหนื่อยล้าและความเครียดหลังจากการทำงานของเพื่อนๆ 4. นวดผ่อนคลาย การนวดเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังหลังจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน และยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดอาการเครียดได้ เมื่อเราสิ้นสุดการทำงาน การนวดช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น ดังนั้นการนวดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดที่สะสมจากการทำงานได้อีกด้วย 5. อ่านหนังสือ การอ่านหนังสือเป็นวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายและระบายความเครียดหลังจากการทำงาน โดยอ่านหนังสือที่เป็นเล่มโปรดในสถานที่ที่เงียบสงบหลังจากเลิกงาน เมื่ออ่านหนังสือเราจะได้รับการพักผ่อนสมองและลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอ่านหนังสือยังช่วยเพิ่มความสมาธิให้กับเรา ทำให้จิตใจสงบและเพิ่มเวลาที่เราสามารถอยู่กับตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคทำงานมีประสิทธิภาพ

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแม้ต้องทำงานทางไกล 

เดี๋ยวนี้การทำงานรูปแบบ Work From Home หรือแบบ Hybrid เพราะพนักงานไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเพื่อไปทำงาน แต่จะใช้วิธีการเข้าก็ต่อเมื่อมีประชุมใหญ่ หรือกิจกรรมในบริษัทเท่านั้น แต่การทำงานทางไกลถือว่าเป็นอีกรูปแบบการทำงานที่หลายคนยังประสบปัญหา ที่ว่าทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีเทคนิคการทำงานให้มีประสิทธิภาพแม้ต้องทำงานทางไกลมาฝาก  4 เทคนิคทำงานมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องทำงานที่บ้าน  1. หมั่นสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน  ยิ่งถ้าเราเป็นพนักงานหน้าใหม่พึค่งเข้ามาทำงาน เราสามารถเริ่มจากวิดีโอคอลคุยกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน โดยสามารถคุยเรื่องงานพร้อมถามว่าถ้าเจอปัญหานี้ หรือเรื่องนี้ไม่เข้าใจ เราจะต้องปรึกษาใคร  และถ้าวันไหนมีนัดประชุมออนไลน์กับคนในทีม เราก็อาจจะเข้าโปรแกรมวิดีโอคอลเร็วกว่าเวลานัดสักหน่อยเผื่อจะเจอเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ  2. แสดงความมีส่วนร่วมกับคนในทีม เมื่อการเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ทำงานระยะไกลเป็นเรื่องธรรมดา การมีการประชุมผ่านวิดีโอคอลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ละครั้งที่เกิดการประชุมนั้นก็เป็นโอกาสที่เหมาะสำหรับเราที่จะแบ่งปันไอเดียและให้ความคิดเห็น เมื่อมีงานที่ต้องทำร่วมกันในทีม เรายังสามารถบอกเพื่อนในทีมเกี่ยวกับความสามารถพิเศษที่เรามี เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเห็นว่าเราเป็นคนที่สามารถให้คำปรึกษาเมื่อมีเรื่องที่เราเชี่ยวชาญอยู่ 3. ทำงานอย่างมีศักยภาพและความตั้งใจ  นอกจากที่เราต้องปฏิบัติงานให้ดีที่สุดของความสามารถของเราแล้ว ยังต้องสร้างผลงานที่โดดเด่นและทำให้เป็นที่จดจำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องให้หัวหน้าเห็นว่าเรากำลังปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าระยะทางที่แยกต่างหากอาจมีข้อจำกัด แต่เรายังสามารถนัดคอลคุยกับหัวหน้าทุกสัปดาห์เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของงาน หรืออาจใช้แอปพลิเคชันหรือโปรแกรมติดตามการทำงานเพื่ออัปเดตสถานะของงานแต่ละชิ้นได้ 4. พูดคุยกับหัวหน้าตรง ๆ ไม่ต้องกลัวที่จะสอบถามหัวหน้าโดยตรงเกี่ยวกับโอกาสในการเติบโตในองค์กรและแสดงให้เขาเห็นว่าเราอยากเติบโตในหน้าที่งานไปอีก การแสดงความสนใจอาจช่วยให้เราเห็นมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นจากหัวหน้าเกี่ยวกับตำแหน่งงานนี้ว่าควรมีทักษะและความสามารถใดบ้าง หรือสิ่งที่หัวหน้าคาดหวังอย่างแน่นอน และเราควรพัฒนาตัวเองในด้านใดเพิ่มเติมอีก ไม่มีการรับรองว่าหากพัฒนาตัวเองจนพร้อมแล้ว แล้วคราวที่มีตำแหน่งสูงขึ้นเปิดรับ อาจมีโอกาสที่เราจะได้เลื่อนตำแหน่งได้

การสัมภาษณ์งาน

คำถามที่ถูกถามบ่อยในการสัมภาษณ์งาน

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งที่เราจะต้องเจอก่อนเข้าทำงานนั่นก็คือสัมภาษณ์งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนกลัวมากๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับคำถามอะไรบ้าง  เพื่อให้การเตรียมตัวของการไปสัมภาษณ์งานนั้นราบรื่นไปอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราได้รวบรวมคำถ่ามสุดฮอตในการสัมภาษณ์งานมาฝากกันเลย เผื่อว่าใครที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งานก็จะได้ไปลองหาคำตอบมาเตรียมตัวไว้แล้วกัน 1. ช่วยแนะนำตัวคุณให้พวกเรารู้จักหน่อย คำถามสุดเบสิคที่จะต้องเจอทุกบริษัท ทุกองค์กรอย่างแน่นอน เป็นหนึ่งในคำถามแรกๆ ที่หัวหน้างานทุกที่มักจะถามผู้สมัครงานทุกคนเลยนะครับ จุดประสงค์ของคำถามนั่นก็คือ เขาต้องการทราบว่าเราสามารถแนะนำตัวเองและอธิบายให้พวกเขาฟังได้มั๊ยว่าเหตุผลอะไรจึงเหมาะสมที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ 2. ทําไมถึงออกจากที่เก่า ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว คำถามนี้ก็เปนอีกหนึ่งคำถามที่ท้าทายมากเช่นเดียวกัน เพราะเป็นคำถามที่จะทดสอบว่าคุณจะสามารถทำงานร่วมกับองค์กรนี้ได้หรือไม่ การลาออกจากที่ทำงานเก่าอาจมีเหตุผลจากเรื่องที่ดี หรือไม่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับจิตใจของพนักงานไม่เท่ากัน แต่ก็มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนงาน ดังนั้นควรเลือกคำตอบที่เป็นกลาง และแสดงให้เห็นถึงความใฝ่รู้ เช่น ต้องการพัฒนาทักษะการทำงาน ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นต้น 3. ทำไมคุณถึงต้องการเลือกทำงานในตำแหน่งนี้ เป็นคำถามที่หัวหน้างานนั้นอย่างทราบว่า เรามีความรู้อะไรเกี่ยวกับงานในตำแหน่งนี้บ้าง หลายคนตกม้าตายเพราะคำถามนี้มาเยอะมากแล้ว เพราะเราไม่ได้เตรียมที่จะหาความรู้เกี่ยวกับงานในตำแหน่งนี้ เกี่ยวกับบริษัท หรือโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมขององค์กรต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของพนักงานทุกคนที่จำเป็นจะต้องรู้เมื่อเข้ามาทำงาน 4. เคยขัดแย้งกับใครในที่ทำงานบ้างไหม เป็นเรื่องปกติของคนที่มีความแตกต่างกันที่ต้องมาใช้เวลาทำงานร่วมกันในบริษัทไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือว่าเจ้านาย คำถามนี้ช่วยให้ผู้สัมภาษณ์งานทราบว่า ผู้สมัครงานจำได้หรือไม่ว่าเคยเกิดความขัดแย้ง และเขามีวิธีแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างไร 5. จุดเด่นหรือจุดแข็งของคุณคืออะไร หนึ่งในคำถามที่หัวหน้างานส่วนใหญ่จะถามเลยนะครับ เรียกว่าเป็นคำถามคัดคนเลยก็ว่าได้ ซึ่งจุดประสงค์ของมันก็คือ การให้เราอธิบายคุณสมบัติเด่นหรือความสามารถที่โดดเด่นของเราว่ามีความเหมาะสมกับงานในตำแหน่งนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบของเพื่อนๆ ควรจะเป็นคำตอบที่ทำให้เราดูแตกต่างจากคนอื่น และนี่ก็เป็น […]

ทำงานอย่างไรให้ได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว

ทำงานอย่างไรให้ได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว

สำหรับการทำงานแล้ว ใครๆ ก็อยากจะมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น ซึ่งหลายคนมักจะเจอกับปัญหาที่ทำงานมานานแสนนานก็ยังไม่ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งสักที นั่นอาจจะเป็นเพราะตัวเราเองก็ไม่ได้แอคทีฟเพื่อสร้างผลงานที่เข้าตาหัวหน้า วันนี้เราจะมาบอกวิธีการทำงานอย่างไรให้ได้เลื่อนตำแหน่งมาบอกกันเลย 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในองค์กร มาเริ่มกันที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในองค์กร ที่หลายคนมองข้ามและมองว่ามันไม่จำเป็น แต่จริงๆ แล้ว การที่เราจะก้าวหน้าในที่ทำงานนั้น พื้นฐานก็ควรจะได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ ในองค์กรด้วย ซึ่งการที่เรามีสัมพันธภาพที่ดีกับคนในองค์กรก็เป็นบันไดอีกหนึ่งขั้นที่จะช่วยให้เราทำงานได้สำเร็จ และได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น 2. แสดงออกอย่างชัดเจนว่าปรารถนาความก้าวหน้า สำหรับการทำงานนั้นเราควรมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเสมอว่าต้องการความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน ซึ่งจะทำให้ภาพการเดินทางระหว่างนั้นเห็นภาพง่าย ไม่ดูเลื่อนลอยหรือสะเปะสะปะนัก ยิ่งถ้าคุณเป็นคนมีความสามารถ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้การทำงานทั้งชีวิต ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ การเติบโตในสายงานย่อมเป็นสิ่งปกติที่คุณพึงได้รับ 3. ความสามารถต้องโดดเด่น การทำงานนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานที่รับผิดชอบจริงๆ รวมถึงต้องมีความรู้รอบด้าน และนำความรู้ ความสามารถต่างๆ ที่มีมาช่วยพัฒนาองค์กร คนที่มีคุณสมบัติตามข้อนี้ก็จะถูกพิจารณาเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการเลื่อนตำแหน่งเสมอ เพื่อให้มาพัฒนาองค์กรต่อไปนั่นเอง การที่คุณมีทั้งทักษะที่หลากหลาย ทั้ง Soft และ Hard Skills ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณดูโดดเด่นและเข้าตาเจ้านายได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้การหมั่นเติมเต็มความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างรอบด้านอยู่เสมอ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรปฏิบัติหากคุณรักความก้าวหน้าในสายงาน 4. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ทุกคน การกระทำนั้น ชัดเจนกว่าคำพูดเสมอ การที่มีอายุงานมากกว่า ก็ใช่ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งก่อนเสมอไป คุณสมบัติที่ทุกองค์กรมองหาก็คือ […]

เทคนิคทำงานเป็นทีม

เทคนิคทำงานเป็นทีมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

สำหรับการทำงานนั้นเราต่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งเป้นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายคนไม่ชอบการทำงานเอาเสียเลย เพราะในการทำงานเป็นทีมนั้นจะต้องใช้ความคิดของทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าก้จะต้องมีบางคนที่เห็นต่างไปซะทุกเรื่อง บางคนก็เออ-ออห่อหมก ไม่ออกความคิดเห็น บางคนก็กินแรงเพื่อน วันนี้เราจะมาแชร์เทคนิคการทำงานเป็นทีมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพกันเลย 1. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การตั้งเป้าหมายของงานให้ชัดเจนนั้นจะทำให้เรารู้รู้ถึงขอบเขต และทิศทางการทำงาน รวมถึงรายละเอียดของงานที่ได้รับการมอบหมาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเข้าใจผิด การบิดเบือนข้อมูล หรือข้อมูลตกหล่น ดังนั้น การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน สามารถส่งผลให้การทำงานของทุกคนภายในทีมมีประสิทธิภาพดีมากยิ่งขึ้น 2. เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนในทีม  ในหนึ่งทีมการทำงานนั้นมักจะมีการคัดมาแล้วว่าใครควรที่จะอยู่ในตำแหน่งอะไร และมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนงานไหน การทำงานเป็นทีมจะประสบความสำเร็จได้นั้น ทุกคนในทีมต้องรู้ในหน้าที่ของตัวเองเสมอ รวมถึงเคารพในบทบาทของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเช่นกัน ไม่ก้าวก่ายกันแต่สามารถแนะนำด้วยความหวังดีและจริงใจต่อกันนั่นเอง 3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  สนับสนุนและให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีบรรยากาศการทำงานที่ดี คนทำงานมีความสุข ทั้งนี้ความไว้ใจกันสามารถเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานของการเชื่อในทักษะความสามารถของทุกคนในทีม ซึ่ง  4. เปิดโอกาสให้เสนอความคิดเห็น ภายในทีมจะต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิได้เสนอไอเดียต่างๆ หรือความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และเท่าเทียม โดยไม่มีการปิดกั้นการเสนอความคิดเห็นใดๆ หรือตำหนิ และรับฟังทุกความคิดเห็นร่วมกันอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นหลักการทำงานเป็นทีมที่จะส่งผลให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม 5. มีสื่อสารกันอยู่เสมอ การสื่อสารนั้นหมายถึง การสื่อสารความคิด บอกเล่าปัญหา หรือแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น รวมไปถึงรับฟังกันให้มากที่สุด เคารพกันและกัน […]

องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

เมื่อเราทำงานในองค์กรที่ใช่ ได้งานที่ชอบ จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าค่าตอบแทนในการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนให้ความสนใจ รวมไปจนถึงบรรยากาศในการทำงานที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับชีวิตมากกว่าความหม่นหมอง WorkVenture เว็บไซต์ค้นหางาน ได้เปิดผลสำรวจบริษัทที่คนรุ่นใหม่สนใจทำงานด้วยมากที่สุด วันนี้เราจึงได้นำมาให้ดู 5 อันดับแรก 1. Google ประเทศไทย มีใครบ้างที่ไม่รู้จักกับ Google ผู้ให้บริการข้อมูลจากทั่วทุกมุมโลก ที่เหมือนเป็นคลังข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานกับกูเกิลนั้นจะทำให้คุณได้รับสวัสดิการที่ดี บรรรยากาศในการทำงาน ชื่อเสียงในเรื่องของความสามารถ จึงทำให้มีคนอย่าเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาและยกระดับการทำงานของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ Google เป็นอันดับหนึ่งในองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด  2. ปตท. อีกหนึ่งริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจที่แตกออกไปหลายแขนง ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาร่วมกันทำงานเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมา ปตท. ได้ปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และยังมีการดูแลพนักงานเป็นอย่างดี และมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมาย ที่หลายคนชื่นชอบและสนใจ 3.  LINE ช่องทางติดต่อที่ผู้คนนิยมมากยิ่งสุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้  ด้วยชื่อเสียงเรื่องการดูแลพนักงานให้มีความสนิทกัน การออกแบบ ไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และการสร้างกิจกรรมที่ สนุกสนานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน สำหรับจุดเด่นที่สามารถในการปรับตัวทางด้านเทคโนโลยีเพราะไลน์มีเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนให้การทำงานยืดหยุ่นได้อย่างไม่มีปัญหา ทำให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ เป็นอะไรที่หลายๆ คนชื่นชอบมาก […]

วิธีการปรับตัวในการทำงานเมื่อเราเป็นน้องใหม่

วิธีการปรับตัวในการทำงานเมื่อเราเป็นน้องใหม่

สำหรับน้องๆ เรียนจบใหม่ ก็อยากจะหาประสบการณ์โดยการสมัครงานผ่านบริษัทต่างๆ ในตำแหน่งที่เราอยากจะทำ ซึ่งเมื่อถูกเลือกแล้วเราก็จะกลายเป็นน้องใหม่ในการทำงานเลยทันที หรือบางคนเปลี่ยนงานก็เช่นกัน เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และพัฒนาตนเองมากขึ้น เราไม่สามารถอยู่กับที่เดิม ตำแหน่งเดิมๆ ไม่มีความก้าวหน้า ทุกคนมักแสวงหาจุดเปลี่ยนที่นำชีวิตเราไปสู่ในทางที่ดีขึ้นเสมอ แต่การใช้ชีวิตในที่ทำงานกเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัจจัยส่งผลให้เราสามารถทำงานได้ดี หรือไม่ดี วันนี้เราจะมาบอกเทคนิควิธีปรับตัวในการทำงานเมื่อเราต้องเป็นน้องใหม่  เพียงแค่การกล่าวประโยคสวัสดีสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มที่จริงใจ หรือการยกมือไหว้สไตล์แบบไทยของเรา หรือทักทายทำความรู้จักก่อน ก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนร่วมงานได้ เพราะคนที่ทำงานใหม่ก็อยากรู้จักคุณเหมือนกัน แค่นี้ความตึงเครียดของการไม่รู้เขารู้เราก็บรรเทาไปเยอะ แล้วก็วางตัวเป็นมิตรกับทุก ๆ คนด้วยการทักทายพูดคุยเรื่องทั่วไป หรือแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน พร้อมฝากเนื้อฝากตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีไว้ก่อนเลย เป็นสิ่งพื้นฐานที่อยากจะให้ทุกคนมี นั่นคือการมีมารยาท สุภาพอ่อนโยน ไม่จำเป็นต้องคิดว่าใครรุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง ผู้ใหญ่หรือเด็กกว่า เราควรจะมีมารยาทและให้เกียรติผู้ที่มาก่อนอยู่เสมอ กับผู้ใหญ่วางตัวเป็นเด็กที่ไม่ก้าวร้าว กับรุ่นน้องแสดงมารยาทโดยการทำตัวเป็นที่น่าเคารพนับถือ ไม่วางมาดให้ตนเองดูน่าเกรงขาม การพูดจาก็เช่นกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชอบหางเสียง แค่พูดทุกประโยคให้ติดคำว่า ครับ/ค่ะ ก็คงจะไม่ยากจนเกินไป  การคิดบวก จะทำให้มีพลังงานบางอยู่ที่ดึงดูดผู้คนเข้าหาอยูเสมอ หรือการเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่าย ไม่ถืออคติที่มากจนเกินไป ก็สามารถอยู่ร่วมกับที่ทำงานใหม่ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการที่เราคิดบวกนี้จะทำให้เราเลิกคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องต่างๆ รอบตัวไปเลย  ข้อนี้ต้องใช้การสังเกตเป็นอย่างดี โดยการสังเกตต้องไม่ใช่การจับผิด และค่อยๆ สังเกต ไม่ใช่การจ้องเขม็งจะทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดใจ การสังเกตในที่นี้หมายถึงว่าให้สังเกตการทำงาน […]

หัวหน้างานแบบไหนที่ลูกน้องรัก

หัวหน้างานแบบไหนที่ลูกน้องรัก

ชีวิตการทำงานมีใครบ้างที่ไม่อยากเจริญก้าวหน้าจนได้เป็นหัวหน้าคน แต่จะมีหัวหน้าสักกี่คนที่ทำให้ลูกน้องรัก และตั้งใจทำงานเพื่อให้องค์สามารถขับเคลื่อนออกไปได้โดยไม่มีความขัดแย้งระหว่างเจ้านายและลูกน้อง วันนี้เรามาดูลักษณะของหัวหน้าที่ลูกน้องรักกันเลย เผื่อว่าใครที่เป็นหัวหน้าอยู่หรือกำลังจะเป็นหัวหน้าในอนาคตจะได้นำไปปรับใช้กันได้ 1. เป็นกลางกับทุกคน หัวหน้าส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้องค์กรนั้นไร้ซึ่งความสามัคคี ดังนั้นเมื่อคุณเป็นหัวหน้าจะต้องมีความเป็นกลางในที่ทำงานอยู่เสมอ ให้ความสนใจกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกับ ไม่ลำเอียงไปทางคนใดคนหนึ่ง หรือในทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจอะไรก็ตาม ควรเอาความเป็นกลางเป็นที่ตั้ง  2. ไม่หูเบา เชื่อคนง่าย การเป็นผู้นำของผู้ใต้บังคับบัญชาหลาย ๆ คน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องมีคนนิสัยไม่ดีคอยยุยง เอาความดีใส่ตัวเองและโยนความผิดให้ผู้อื่น การเป็นหัวหน้าที่ดีคุณจะต้องมีความหนักแน่นไม่เชื่อคำพูดใครง่าย ๆ และควรสังเกตพฤติกรรมของบุคคลอื่น ๆ ด้วยว่าแต่ละคนนั้นมีอุปนิสัยอย่างไร 3. มีความเป็นผู้นำ คุณควรโชว์ความเป็นผู้นำให้กับลูกน้องของคุณได้เห็นในทุกกรณี ไม่ว่าจะเรื่องของความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา ความฉลาดทางความคิดในการทำงาน และฉลาดด้านอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกน้องได้เห็นเป็นต้นแบบ และเกิดความศรัทธาในตัวคุณตามมา 4. ลงมือทำให้เห็น การลงมือทำให้ทุกคนเห็นนั้น เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดกว่าการไปบอกใครว่า นี่ๆ ทำแบบนี้สิแล้วจะดี แต่ความเป็นจริงแล้ว คนที่เป็นหัวหน้านี่แหละทำตามให้เห็นไปเลยถ้าอยากจะให้ลูกน้องทำอะไรง่ายกว่า 5. ควบคุมอารมณ์เป็น การคุมอารมณ์คือคุณสมบัติพื้นฐานของหัวหน้าที่ดี เพราะไม่มีลูกน้องคนไหนที่อยากจะเจอหัวหน้าที่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนที่ทำงานด้วยจะกดดันมากๆ และแทบจะไม่อยากเจอหน้าเลยล่ะ หรือหากคุณเป็นหัวหน้าแล้วลูกน้องทำผิดจริงๆ อย่าใส่อารมณ์กับลูกน้องแต่คุยด้วยเหตุผลว่าเราอยากจะได้อะไร 6. สนับสนุนและเป็นแรงผลักดันที่ดีให้กับลูกน้อง คนทำงานทุกคนล้วนอยากได้กำลังใจและแรงผลักดันที่ดี […]

เมื่อเรารู้สึกว่าทำงานแล้วไม่มีความสุข ต้องแก้ไขอย่างไร?

เมื่อเรารู้สึกว่าทำงานแล้วไม่มีความสุข ต้องแก้ไขอย่างไร?

เพราะทุกวันนี้ที่เราต้องตื่นไปทำงาน กว่าจะเดินทางไปถึงบริษัท ไหนจะเจอจำนวนงานที่มหาศาล เจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยแฮปปีั้เท่าไหร่ และไหนจะเป็นปัญหาที่ต้องพบเจอในแต่ละวันที่เราต้องทำงาน จนทำให้คุณไม่มีความสุขในการทำงานเลย เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีวิธีแก้ปัญหากับความรู้สึกนี้ เพื่อให้การทำงานนั้นไปต่อ และมีความสุขกับการทำงาน  4 ปัญหาและวิธีรับมือในการทำงานที่ไม่แฮปปี้ 1. ไม่ชอบหัวหน้า หรือเจ้านาย ไม่ว่าคุณจะทำตำแหน่งไหน บริษัทไหน ต่างก็คาดหวังจะได้เจอหัวหน้าหรือเจ้านายดีๆ ทั้งนั้น แต่ความเป็นจริงอาจต่างจากสิ่งที่เราคาดหวัง เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบทั้งหมด เพราะฉะนั้นหลายคนต้องทนทำงานต่อไป โดยวิธีรับมือมีดังนี้ 2. ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ความสุขในการทำงานหรือแรงจูงใจในการทำงานส่วนหนึ่งคือ เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งหากเจอเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกไม่สบายใจด้วย หรือบางทีไม่ชอบหน้า ก็ทำให้บั่นทอนพลังงานในการทำงานของเราโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ซึ่งวิธีรับมือสามารถทำได้ดังนี้ 3. ไม่สนุกกับเนื้องานที่ทำ หลายคนอาจเบื่องานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะรู้ว่างานมันไม่สนุก งานมันซ้ำซาก เริ่มไม่มีความอยากทำงาน ยิ่งทำก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งขาดแรงจูงใน ทำให้เราไม่อยากทำงาน อยากจะเขียนใบลาออกหรือต้องการหางานใหม่อยู่เรื่อยๆ สามารถแก้ไขได้ดังนี้ 4. เงินเดือนน้อย เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่างานที่ทำอยู่ได้รับเงินเดือนไม่คุ้มค่ากับเนื้องานที่เราลงแรงไป จนทำให้เรารู้สึกเหนื่อยในการทำงาน จะส่งผลทำให้เราไม่มีความสุขกับการทำงานไปโดยปริยาย แต่ต้องแยกให้ออกเสียก่อนว่าได้รับเงินเดือนน้อยจริงๆ หรือแค่รู้สึกไปเอง ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ดังนี้  5. งานหนักจนหมดไฟ ภาวะหมดไฟถือเป็นปัญหาการทำงานที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนมักจะเจอบ่อย โดยเฉพาะกับคนที่ทำ งานหนักเกินไป […]