เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนที่ต้องทำงานเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์ที่รับงานนอกทำอยู่เป็นประจำ เชื่อว่าต้องเจอปัญหาภาวะหมดไฟ หรือภาวะ Burnout ซึ่งนับเป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง แต่เราสามารถจัดการปัญหานี้ได้ เพียงแค่เราต้องเข้าใจว่าโรคนี้เป็นอย่างไร แล้ววิธีแก้ไขต้องทำอย่างไร วันนี้เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟ หรือ Burnout กันก่อน ภาวะหมดไฟ (ฺBurnout) คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจที่มีผลมาจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน และไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาวะหมดไฟ สามารถแบ่งลักษณะออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ โดยหลักๆ แล้วสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยเราสามารถสังเกตจากอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ส่วนทางความคิดจะมองคนอื่นในแง่ลบแง่ร้าย โทษคนอื่นเสมอ ระแวง หนีปัญหา ไม่จัดการปัญหา ด้านพฤติกรรม ขาดความกระตือรือร้น ไม่อยากตื่นไปทำงาน บริหารจัดการเวลาไม่ได้ ไม่มีสมธิในการทำงาน ไม่มีความสุขในการทำงาน วิธีจัดการกับภาวะหมดไฟ หรือ Burnout การแก้ไขปัญหาภาวะหมดไฟขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล แต่มีบางวิธีทั่วไปที่สามารถช่วยลดอาการหรือป้องกันการเกิดภาวะหมดไฟได้ดังนี้ หากมีอาการของภาวะหมดไฟที่เรื้อรัง ใช้วิธีการที่แนะนำไปแล้วยังไม่ช่วยให้หาย แนะนำให้รีบไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณหมดปัญหาเรื่องภาวะหมดไฟ เพื่อให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และสุขภาพจิตใจก็แข็งแรง
จะดีกว่าไหม หากชีวิตการทำงานของคุณง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดการกับชีวิตการทำงานของคุณ และหากคุณอยากมีชัวิตการทำงานที่ดีมีความสุข คุณต้องห้ามพลาดบทความนี้เลย เพราะบทความนี้เรามีสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นมาฝากเพื่อนๆ กัน เช็คลิสต์สิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ข้อสุดท้าย คือ หาวันและเวลาของตัวเราเอง บางครั้งเราก็ต้องการวันที่ไม่ต้องมีอะไรมาผูกมัดเรา ใช้เวลาสักวันนึงสําหรับการพักผ่อนให้เต็มที่ และท๊ากิจกรรมที่มันจะทําให้เราผ่อนคลายนั่นเอง
บทความนี้เรามีวิธีการ Work Life แบบคนยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพงานยังคงดีเหมือนเดิมมาฝากเพื่อนๆ ชาวแก๊งทำงานเป็นบ้าเป็นหลังกัน ซึ่งวิธีการ Work Life แบบคนยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพงานยังคงดีเหมือนเดิมที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ ชาวแก๊งทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูพร้อม ๆ กันที่ด้านล่างของบทความนี้กันเลย กับบทความที่มีชื่อว่า Work Life แบบคนยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพงานยังคงดีเหมือนเดิมนั่นเอง Work Life แบบคนยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพงานยังคงดีเหมือนเดิม และทั้งหมดนี้ ก็คือ วิธีการ Work Life แบบคนยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพงานยังคงดีเหมือนเดิมนั่นเอง ทั้งนี้ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลความรู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะ
เชื่อว่าทุกบริษัท ทุกองค์กร จะต้องเจอสังคมแบบร้อยพ่อพันแม่ เจอทั้งเพื่อนร่วมงานที่ดีมากๆ และเพื่อนร่วมงานที่แย่มากๆ แย่ไม่พอแถมยัง Toxic อีก ซึ่งทำให้การทำงานของเราบางวันรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ ปวดหัว และต้องหาวิธีรับมือกับปัญหาเพื่อนร่วมงานคนนี้อยู่เสมอๆ จนบางทีกระทบต่อการทำงานของเราไปสักงั้น ดังนั้นวันนี้เราเลยมีวิธีรับมือเพื่อนร่วมงาน Toxic มาฝาก ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย รับมือเพื่อนร่วมงาน Toxic อย่างไรให้ได้ผล ความอดทนช่วยได้ การเผชิญหน้ากับปัญหาในการทำงาน ต้องการความอดทนแข็งแกร่งในตัวเราเอง เมื่อเราสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาได้อย่างมั่นคงและไม่ประมาท การจัดการกับเพื่อนร่วมงานที่พบปัญหาก็จะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการโต้แย้งและการตอบโต้กันอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในที่สุด ดังนั้น เราควรตั้งใจในการทำงานของเราเองให้ดีที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะค้างคาวกับเพื่อนร่วมงาน เพราะมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการอดฉิวฉีดกัน และไม่ใช่เวลานานคนที่ดีแล้วก็จะยอมแพ้กับตนเองและไม่กลั่นแกล้งคุณต่อไป เมื่อเรามีความอดทนแข็งแกร่ง เราสามารถก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลใดก็ตาม ขจัดอคติเพื่อปรับความเข้าใจใหม่ ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานที่คุณมองเห็นว่าเขาไม่ดีตามมุมมองของคุณ บางครั้งอาจเป็นเพราะคุณมีความเคยชินกับเขาอยู่บ้างแล้ว อาจจะมีการเข้าใจผิดขึ้นทั้งสองฝ่ายและไม่ได้พยายามเข้าใจกัน ไม่ยอมทำความเข้าใจและแก้ไขกันให้เข้าใจกันได้ ดังนั้น แนะนำให้ล้างความเคยชินในใจออกไปก่อน แล้วลองมาเข้าใจเขาใหม่ด้วยความสงบและอารมณ์เย็น ต้องมีการจัดการด้วยการพูดคุยที่สุภาพและเหตุผล ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะหายไปโดยไม่ต้องทำอะไรเลย อย่างไม่น่าเชื่อก็เป็นได้ เลิกนิสัยขี้ซุบซิบนินทา การหลีกเลี่ยงกลุ่มสนทนาที่ชอบจับกลุ่มนั่งนินทากันในที่ทำงานไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างที่คิด คุณควรหลีกเลี่ยงเช่นนี้เพราะมันอาจทำให้ตัวคุณถูกนินทาหรือถูกมองในแง่เสียหาย การนินทากันส่วนใหญ่จะไม่มีประโยชน์และอาจจะเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระและความอคติเกลียดชัง ดังนั้นแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนั่งนินทากันและหากเห็นว่ามีเรื่องที่ไม่พอใจหรืออารมณ์ไม่ดีให้เก็บไว้ก่อนแล้วนำไประบายกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ทำงานในองค์กรเดียวกัน เพราะสิ่งนี้อาจทำให้คุณสบายใจและช่วยสร้างมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานในองค์กรเดียวกันได้อีกด้วย ปรึกษารุ่นพี่หรือหัวหน้างานของคุณพร้อมกัน ถ้ามีปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน และไม่สามารถเจรจาหรือตกลงกันได้ […]
การทำงานอย่างมีความสุข คือสิ่งที่เหล่ามนุษย์เงินเดือน วัยทำงานต่างใฝ่ฝันให้เกิดขึ้นในชีวิต เพราะทุกวันนี้แค่ทำงานอย่างเดียวก็มีความเครียด ความเร่งรีบ ความวิตกกังวลต่อการทำงาน ในจะเป็นการพบเจอเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานที่ไม่ถูกใจ จนทำให้หลายคนท้อแท้ต่อการทำงาน และอยากสร้าง Work life Balance ให้ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จัก Work life Balance กันดีกว่า ทำความรู้จัก Work Life Balance Work Life Balance หมายถึงการสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยที่คนที่มี Work Life Balance ดีจะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง พร้อมกับมีชีวิตส่วนตัวที่มั่นคงและมีคุณภาพดีเช่นกัน การมี Work Life Balance ที่ดีสามารถช่วยลดความเครียด ป้องกันการเจ็บป่วย ส่งเสริมสุขภาพจิตและสร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้ด้วย ทั้งนี้ Work Life Balance มีประโยชน์ดังนี้ วิธีสร้าง Work Life Balance
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Work life balance ซึ่ง Work life balance คือ การสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพการทำงานที่ดีและสุขภาพที่ดีของจิตและร่างกาย การทำงานเป็นส่วนสำคัญของชีวิตของเรา แต่การทำงานที่เกินจะส่งผลต่อสุขภาพของเรา ทั้งทางกายและจิตใจ หากไม่มีการสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต อาจจะทำให้เรามีอาการเหนื่อยล้า ไม่มีความสุข และเสียโอกาสในการพัฒนาความสามารถของตนเอง นอกจากนี้ การมี Work Life balance ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อน ช่วยลดความเครียดและเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางสุขภาพ และช่วยให้เรามีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขมากยิ่งขึ้น รวมวิธีการทำงานแบบ Work-Life Harmony แบบได้ผลงานดี วิธีการทำงานแบบ Work-Life Harmony แบบได้ผลงานดี มีทั้งหมด 3 วิธีการง่ายๆ ด้วยกัน นั่นก็คือ และทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือ การพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับการ Work life balance และการทำงานแบบ Work-Life Harmony แบบได้ผลงานดีนั่นเอง ทั้งนี้ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับการ Work life balance […]
ทั้ง ๆ ที่ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ทำไมบางคนถึงทำงานออกมาได้มากกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่น และทำไมมีบางส่วนทำทำงานได้ช้า งานไม่เสร็จ และก่อให้เกิดความเครียดสะสม แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องของวิธีการจัดการทำงานแบบมืออาชีพ ทำงานอย่างไรให้งานเสร็จเร็ว และมีประสิทธิภาพในบทความชิ้นนี้ได้รวบรวม 3 เทคนิคที่น่าสนใจมาฝากทุกคนกัน การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคืออะไร เนื้อหาส่วนแรกของบทความอยากที่จะพาทุกคนมารู้จักกับคำที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในทุกวงการอย่าง การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกันเสียก่อน หลายคนอาจนิยามการทำงานให้มีประสิทธิภาพแตกต่างกันออกไป แต่โดยหลักแล้วการทำงานให้เสร็จไม่ถือเป็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการทำงานให้ดี มีประสิทธิภาพหมายถึงการทำงานที่ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด, สูญเสียพลังงานน้อยที่สุด และได้งานที่ออกมาดี พร้อมกับได้ปริมาณมากที่สุดนั้นเอง นี่จึงจะถือเป็นวิธีการทำงานแบบมืออาชีพ อะไรคือความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบมือโปร และมือสมัครเล่น สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบมือโปร และมือสมัครเล่นที่ชัดที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นกับจุดโฟกัส ที่มืออาชีพจะเลือกสนใจ และพุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอนในการทำงาน เพราะถ้าคุณมองเห็นภาพรวมของการทำงานแล้ว การหาทางลัดเพื่อให้ได้งาน และใช้ระยะเวลาที่สั้นลงก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงแต่อย่างใด แต่สำหรับคนทำงานแรกเริ่มมักจะสนใจ และมองแค่ขั้นตอนการทำงานมีอะไรบ้าง และมีอะไรที่ต้องทำต่อ โดยมักจะเลือกมองผลลัพธ์เป็นสิ่งสุดท้าย 3 เทคนิคทำงานแบบมือโปร เพิ่มงาน ทำได้เร็ว มีประสิทธิภาพ และแล้วก็เดินทางมาถึงเนื้อหาที่หลายคนรอคอย นั้นคือ 3 เทคนิคในการทำงานแบบมือโปร ที่จะทำให้การทำงานของคุณนั้นสามารถทำงานได้ง่ายมากขึ้น รวดเร็ว และที่สำคัญคือการันตีเลยว่างานที่คุณทำนั้น จะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน 3 เทคนิคที่นำมาฝากนั้นจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลย ดังนี้ […]
หลายคนชอบการฟังเพลงไปและทำงานไปด้วย เพราะจะช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย คิดงานได้คล่องขึ้นกว่าเดิม แต่กลับบางคนก็ไม่ชอบฟังเพลง เนื่องจากไม่ชอบมีเสียงรบกวนในระหว่างการทำงาน ซึ่งจะทำให้คิดงานไม่ออก ทั้งนี้ทุกคนรู้หรือไม่ว่าการฟังเพลงในระหว่างทำงาน จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่จะต้องเลือกฟังเพลงอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นไปดูกันเลยว่า เลือกฟังเพลงแบบไหนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีที่สุด ฟังเพลงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริงหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยได้ยินว่า การฟังดนตรีคลาสสิคในช่วงวัยเด็ก จะช่วยให้สมองของเด็กเรียนรู้ได้เร็ว มีความจำที่ดียิ่งขึ้น และมีสมาธิที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ดนตรีแนวคลาสสิคจะไม่ใช่แนวเพลงที่หลาย ๆ คนชอบ และไม่ใช่แนวเพลงที่ดีที่สุด เพราะหากเราไม่ได้ชื่นชอบดนตรีแนวนี้ แต่เลือกเปิดฟังในระหว่างการทำงาน ก็ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นการฟังเพลงที่จะช่วยให้เราทำงานได้ดีที่สุด คือ เลือกฟังเพลงที่เราชอบ และคุ้นเคย เพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างลื่นไหลได้ดียิ่งขึ้น เลือกฟังเพลงแนวไหน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีที่สุด จากการศึกษาได้พบว่า การฟังเพลงที่เราคุ้นหูอยู่แล้ว และรู้ว่าท่อนต่อไปจะร้องว่าอย่างไร จะส่งผลให้สมองของเรามีสมาธิเพิ่มมากขึ้นด้วยหลากหลายปัจจัย อย่างเช่น สอง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกาย และอารมณ์ ที่จะได้รับการกระตุ้นมากกว่าการฟังเพลงที่เราไม่ชอบ และร่างกายของเรายังลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดได้อีกด้วย ดังนั้นหากใครต้องการฟังเพลงในระหว่างทำงาน มาดูกันเลยว่าเลือกเพลงอย่างไรให้เหมาะสมมากที่สุด การฟังเพลงในระหว่างการทำงาน แท้จริงแล้วจะเป็นตัวช่วยผ่อนคลายในระหว่างการทำงานได้เป็นอย่างดี ยิ่งเพลงที่เราคุ้นเคย หรือเพลงที่เราชอบด้วยแล้ว จะช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น และยังเป็นตัวช่วยเพิ่มความผ่อนคลายได้ดีที่สุด ดังนั้นหากใครต้องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การฟังเพลงในระหว่างการทำงาน จะช่วยให้ทำงานออกมาได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ในปัจจุบันนี้เรื่องของการทำงานนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างมากเลยที่เราเองก็ควรที่จะต้องยิ่งให้ความสนใจเพราะว่าในการทำงานนั้นจะช่วยทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตมากขึ้นด้วยเพราะคนเราทำงานนั้นก็มีสายงานที่มีความแตกต่างกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตลาด งานด้านบริหาร งานบริการ ทุกๆงานก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อตัวเราเอง แน่นอนว่าในการทำงานนั้นสิ่งที่ดีและสำคัญกับเราเองอย่างยิ่งเลยก็คือในเรื่องของทัศนคติ ทัศนคคติเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกว่าคนๆนั้นกำลังมีความรู้สึกอย่างไรและมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับการทำงาน ทำงานอย่างมีความสุขหรือเปล่าหรือว่ากำลังมีความทุกข์ หลายๆอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราเองก็ควรที่จะต้องอย่ามองข้ามแล้วก็ให้ความสนใจมากๆด้วยจะยิ่งดีเพราะอย่างน้อยการที่เรามีทัศนคติที่ดีในการทำงานนั้นก็จะทำให้เราได้รับพลังบวกที่ดีอย่างยิ่งเลย คนทำงานส่วนใหญ่นั้นทำงานมานานก็เกิดการเบื่องานอาจจะมีทัศนคติด้านลบเพราะว่าเหนื่อยแล้วไม่อยากทำแล้วเพราะงานยากเกินไปอาจจะทำไม่ได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แน่นอนว่าในบางครั้งการที่ทำงานไม่ถึงเป้าหมายนั้นอาจจะมีการโดนตำหนิจากผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าก็อาจจะทำให้เราท้อแท้และมีทัศนคติลบต่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า ดังนั้นหากเราโดนตำหนิก็ลองมาคิดดูว่าจริงหรือเปล่า หรือเรากำลังบกพร่องตรงไหนเพื่อที่จะได้นำมาแก้ไขได้ทันเพราะหากเราแก้ไขได้ทันแล้วงานก็จะได้เป็นไปตามเป้าหมาย การที่เราเจอกับปัญหาต่างๆแล้วมีทัศนคติที่ดีต่องานและต่อคนนั้นจะทำให้เราสามารถที่จะก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไปได้เท่ากับว่าก็จะช่วยทำให้เรานั้นยิ่งโตขึ้นด้วย ในการทำงานนั้นเรื่องของทัศนคติมีความสำคัญมากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลว โดยคนที่ประสบความสำเร็จมักเห็นปัญหาเป็นโอกาส แต่ตรงกันข้ามผู้ประสบความล้มเหลว มักเห็นโอกาสเป็นปัญหาเสมอ ส่วนในด้านการทำงานนั้น คนที่ทำงานเก่งหรือประสบความสำเร็จในการทำงาน มักเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำ ทัศนคติที่ดีเท่านั้นที่จะช่วยพาเราให้ประสบความสำเร็จในงานที่ทำดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องอย่ามองข้ามผ่านเลยในด้านการทำงานเพราะยิ่งเราคิดดีและมองปัญหาให้เป็นโอกาสที่พร้อมจะแก้ไขแล้วนั้น สิ่งที่ดีๆจะเกิดขึ้นกับเราเองอยู่เสมอด้วย เรื่องของการทำงานนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องตั้งใจเพื่อให้งานออกมาประสบความสำเร็จที่สุดและรวมไปถึงทัศนคติด้วยยิ่งทัศนคติดีก็จะทำให้งานราบรื่นอีกด้วย
มาแนะนำข้อมูลดี ๆ ที่เกี่ยวกับนักศึกษาจบใหม่ หรือนักเรียนจบใหม่ที่กำลังฝึกหัดเขียนเรซูเม่ สมัครงาน ของตัวเองให้ดูปังกันอีกแล้ว ถ้าคุณอยากจะเพิ่มระดับความโปรในการเขียนเรซูเม่ของคุณให้มากขึ้น มีความโดดเด่นจนกระทั่งเข้าตากรรมการ ต้องมี 3 ข้อที่เรานำมาแนะนำกันนี้ เขียนเรซูเม่ สมัครงาน ให้ดูโปร อย่าลืม 3 ข้อนี้เด็ดขาด! มาดูกันดีกว่าว่าการเขียนสมัครงานให้แลดูมีความเป็นโปรมากขึ้น จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง? 1. ดึงความสนใจ ไปที่ความสำเร็จของคุณ ให้คุณเลือกความสำเร็จที่สำคัญที่สุด 3 – 4 อันดับแรกของคุณ ที่คุณเคยผ่านประสบการณ์มา หรือผ่านการเทรนมาไว้ที่หัวข้อแรก ๆ เช่น…คุณเคยมีประสบการณ์เป็นครูอาสาขึ้นไปสอนน้องที่บนดอย หรือเคยมีประสบการณ์เวิร์คแอนด์เทรเวลในระยะเวลาสั้น ๆ สิ่งที่เป็นความสำเร็จของคุณที่คุณรู้สึกภาคภูมิใจ ให้นำมาใส่ไว้ตรงจุดนี้ 2. รวมหัวข้อที่คล้ายกันไว้ด้วยกัน อย่าทำให้เรซูเม่รก! ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการใส่ข้อมูลสรุปประวัติย่อ หรือวัตถุประสงค์ของประวัติย่อ ให้คุณเลือกใส่อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณไม่ควรใส่ทั้ง 2 อย่าง และถ้าคุณเพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ และเพิ่งสมัครงานครั้งแรก ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่าใส่ประวัติการทำงานที่ว่างเปล่าลงไปเด็ดขาด แต่คุณอาจแทนที่ หัวข้อของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประสบการณ์อื่น ๆ […]